โพธิคุณารามุปฺปตฺติ
(การอุบัติของวัดโพธิคุณ)
*****
วัดโพธิคุณ (ห้วยเตย) ตั้งอยู่ใกล้ถนนสายเอเซียตาก-แม่สอด หลักกิโลเมตรที่ 69 อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่สอด 11 กิโลเมตรพอดี ห่างจากเนินพิศวงประมาณ 500 เมตร ตั้งอยู่เลขที่ 64/1 หมู่ที่ 6 ต. แม่ปะ อ. แม่สอด จ. ตาก 63110 แต่ละปีมีพระภิกษุ-สามเณรอยู่จำพรรษาไม่แน่นอน แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 20 รูป ทั้งนี้วัดโพธิคุณเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี ซึ่งมีกฎระเบียบอยู่ว่า พระภิกษุสามเณรต้องนำพาธุระทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน คือ
๑. คันถะธุระ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนทั้งนักธรรมและบาลีอันเป็นพุทธพจน์
๒. วิปัสสนาธุระ ได้แก่ การปฏิบัติภาวนาทั้งสมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
ทั้งสองธุระนี้เป็นหน้าที่ของผู้บวชเข้ามาในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะละเลยมิได้ ต้องศึกษาเรียนรู้แล้วปฏิบัติให้ดีงามตามสมควร
การก่อสร้างวัดโพธิคุณนั้นได้รัตนบุรุษสองท่านคือ ท่านหนึ่งหาทุนเพื่อการดำเนินการ และอีกท่านหนึ่งนั้นสละทั้งชีวิตและจิตใจทุ่มเทถวายตัวเป็นพุทธบูชา โดยไม่ยอมรับค่าตอบแทนใดๆจากทางวัดเลย สร้างอุโบสถและศาลาการเปรียญเป็นสถาปัตยกรรมซึ่งมีศิลปะงดงาม พร้อมทั้งจัดอาณาบริเวณอันเป็นพุทธสถานไว้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นดังการเนรมิตของพระวิษณุ ฉะนั้น
สถานที่ตั้งวัดโพธิคุณก่อนปีพุทธศักราช 2523 ยังเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่เคยมีที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ หรือวัดมาก่อนเลย มีประชาชนในตัวอำเภอแม่สอดมาจับจองแผ้วถางทำไร่พืชผักผลไม้อยู่ 5 เจ้าของด้วยกัน ประชาชนหมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะเป็นชาวพุทธทั้งสิ้น เพราะมีร่องรอยที่จะทำเป็นที่พักสงฆ์อยู่ทั้งที่บ้านห้วยหินฝนและบ้านห้วยเตย (เรื่องชื่อบ้านนั้นเอาไว้เล่าในเรื่องสันติเกนิทาน ) แต่ไม่มีพระภิกษุ-สามเณรมาอยู่ประจำ ทั้งนี้ทั้งนั้นยากแก่การสันนิษฐาน แต่พออนุมานได้ว่า อาจเป็นเพราะสถานที่ตรงนี้ขณะนั้นยังมีไข้ป่า เช่น ไข้มาลาเรียชุกชุมก็เป็นได้ และชาวบ้านโดยรวมมีความเป็นอยู่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก ส่วนมากมีอาชีพรับจ้างและหาของป่ายังชีพกันตามมีตามได้ และความเป็นอยู่ก็กระจัดกระจายเปลี่ยนแปลงโยกย้ายกันอยู่ตามที่ที่จับจองห่างๆกัน ไฟฟ้าไม่มีใช้ น้ำกินน้ำใช้ก็อาศัยน้ำตามลำธาร ยังไม่มีระบบการบริหารและจัดการให้เป็นองค์รวมอย่างมีกฎเกณฑ์เหมือนอย่างเป็นหมู่บ้านแล้วในปัจจุบันนี้
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2523 มีพระเที่ยวกัมมัฏฐานสายปฏิบัติของพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี สองรูปด้วยกัน คือพระอาจารย์วิจิตรและพระอาจารย์ถาวร ได้มาปักกลดบำเพ็ญสมณธรรม อยู่บริเวณบ้านห้วยเตย ประชาชนในหมู่บ้านนอกจากจะถวายอาหารบิณฑบาตกับท่านแล้ว ยังมีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านและได้นิมนต์ให้ท่านอยู่นานๆ และได้พาขึ้นมาดูที่ตรงที่สร้างวัดในปัจจุบันนี้ เมื่อท่านทั้งสองรูปมาเห็นที่แล้วก็พอใจ และได้ปักกลดบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ใต้ต้นขนุนใกล้ลำธารน้ำ ประชาชนในหมู่บ้านทั้งบ้านห้วยเตยและบ้านห้วยหินฝน โดยการนำของ คุณครูประสิทธิ์ สิทธิสงคราม คุณโยมประภาส บินทวิหค และคุณโยมชัย กันเกตุ ตกลงที่จะสร้างวัดขึ้น และได้ติดต่อเจ้าของที่ทั้ง 5 เจ้าของนั้น เจ้าของที่บางรายเมื่อทราบว่าชาวบ้านหมู่ที่ 6 ต้องการจะสร้างวัด บางเจ้าของได้ถวายที่ให้โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ แต่บางรายขอค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย เมื่อปัญหาเรื่องที่จากเจ้าของที่จับจองไม่มีปัญหาแล้ว เรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือเรื่องทางราชการบ้านเมือง คือกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ประจวบกับเวลานั้นอาตมาภาพ พุทฺธญาณภิกฺขุ ซึ่งมีสังกัดอยู่วัดอินทารามวรวิหาร ตลาดพลู ธนบุรี กรุงเทพมหานคร กลับ จากไปจำพรรษาที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดียในพรรษาปี 2522 เดินทางถึงวัดอินทารามวรวิหาร เกิดลางสังหรณ์ในใจอยู่ว่า เราคงหมดที่พึ่งแล้วกระมัง เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อวิเชียรมุนี ซึ่งเป็นอธิบดีสงฆ์ คือเป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระนิสยาจารย์ของอาตมาภาพ ได้มรณภาพจากไปก่อนหน้าอาตมาภาพเดินทางกลับมาถึงแต่วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2522 และในระหว่างที่ร่วมบุญในงานศพของพระเดชพระคุณท่านนั่นเอง ก็ได้รับหนังสือบอกลงไปจาก คุณโยมสิงห์น้อย ชาพรม บ้านแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า สหธรรมิก ของอาตมาภาพทั้งสองรูปดังกล่าวแล้ว ได้มาพักบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ยังที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี้ และในหนังสือยังเน้นไปด้วยว่า สหธรรมิกทั้งสองรูปต้องการพบเป็นพิเศษ ขอให้ขึ้นมาพบกับท่านด้วย เมื่อทราบงานพระราชทานเพลิงศพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิเชียรมุนีเป็นที่ชัดเจนแล้ว ต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2523 เตรียมบริขารเดินทางขึ้นมา ในระยะนั้นทางขึ้นมายังที่ตั้งวัดเป็นป่ารกทึบด้วยป่าไผ่และวัชพืช ต่ำลงไปก็เป็นป่าพงที่หนาทึบมาก เมื่อเดินทางโดยการนำของคุณโยมสิงห์น้อย ชาพรม ก็ได้พบท่านทั้งสองเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว หลังผ่านการถามทุกข์-สุขของกันและกันพอสมควรแล้ว ท่านทั้งสองได้ปรารภให้ฟังว่า ประชาชนในหมู่บ้านต้องการจะให้สร้างเป็นวัดขึ้นในที่ดังกล่าวนี้ อาตมาภาพพิจารณาดูอาณาบริเวณแล้ว ก็บอกกับท่านทั้งสองว่า ถ้าทำได้ก็จะดีมากเพราะป่าเขาลำธารน้ำอุดมสมบูรณ์ดีอย่างยิ่ง เป็นเหมือนมีขอบเขตที่แบ่งไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีภูเขาเป็นเหมือนเขตที่ชัดเจน และอยู่ห่างจากชุมชนดีมาก สงบสงัดปราศจากสิ่งรบกวนเหมาะสมที่จะเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี (วัดป่า) สำหรับบำเพ็ญสมณธรรมของผู้ใฝ่ความสงบทางจิตวิญญาณ เมื่อท่านพร้อมที่จะอยู่เพื่อให้ประชาชนเขาสร้างวัดก็สมควร และสำหรับผมเองมีอะไรจะช่วยเหลือได้ก็จะช่วยตามกำลังความสามารถ
จากการสนทนาเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว ท่านทั้งสองก็ได้นำพาอาตมาภาพขึ้นไปพักที่กุฏิหญ้าคาเชิงดอยที่สร้างเสร็จแล้ว กุฏิหลังดังกล่าวยังอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์หลังหนึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ และท่านทั้งสองก็ได้กลับลงไปพักที่บริเวณต้นน้ำซึ่งท่านแขวนกลดพักอยู่ใต้ต้นขนุน ในช่วงตอนต้นของค่ำคืนนั้น หลังจากสวดมนต์ไหว้พระเจริญสมณธรรมตามปกติแล้ว ได้พิจารณาพระธรรมวินัยที่ประพฤติปฏิบัติอยู่และดูความรู้สึกในจิตใจของตน ก็นึกแปลกใจอยู่อย่างว่า ทำไม ? จิตใจของเราพอมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว เหมือนกับมีความอบอุ่นอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างประหลาด ทำให้นึกถึงคำเตือนของครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติที่ท่านเคยเตือนอยู่ว่า ถ้าไปถึงที่ใด แล้วมีความรู้สึกว่าเหมือนกับสถานที่เหล่านั้นเป็นที่อยู่ของตน ตรงนั้นจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมที่เราจะต้องดำเนินต่อไปให้ดีที่สุดก็ได้ และก็เผลอหลับไป ในการหลับไปของคืนแรกเป็นเรื่องแปลกมาก ฝันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนอย่างกับเป็นเรื่องจริงๆที่เจอ และพบเห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็น จนเวลาใกล้อรุณพอรู้สึกตัวตื่นขึ้นพยายามทบทวนความฝันก็ยังนึกแปลกใจว่า ทำไม ? ฝันยืดยาวเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้ ฝันอย่างใดนั้นเอาไว้เล่าในการเขียนนิทานเกิดวัดโพธิคุณก็แล้วกัน เพราะในที่นี้เพียงต้องการให้รู้ประวัติวัดโดยย่อๆเท่านั้น พอได้อรุณก็พากันเที่ยวโคจรบิณฑบาต เพราะบ้านประชาชนในระยะนั้นอยู่กระจัดกระจายห่างออกไปไกลมาก บางแห่งถึงสามกิโลเมตรก็มี และได้อยู่บำเพ็ญสมณธรรมกับสหธรรมิกจวนเวลาใกล้งานพระราชทานเพลิงศพ พระเดชพระคุณพระวิเชียรมุนี ต้นเดือนเมษายน 2523 จึงได้ลาท่านทั้งสองเดินทางลงกรุงเทพ ฯ กลับไปวัดอินทารามวรวิหาร
และเมื่องานพระราชทานเพลิงศพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิเชียรมุนีผ่านไปแล้ว แต่กลางเดือนเมษายน 2523 ก็ยังไม่ได้เดินทางไปไหน เพราะพระเดชพระคุณพระราชธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันขอร้องให้อยู่ช่วยกันก่อน เพราะอาตมาภาพมาอยู่ในนิสสัยของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิเชียรมุนีตั้งแต่ปี 2500 ได้ทั้งคันถะธุระและแนวทางทางวิปัสสนาธุระเริ่มต้นจากที่นี่ จึงตั้งใจว่าจะอยู่ช่วยเป็นธุระให้กับทางวัดสักระยะหนึ่ง แต่แล้วทุกอย่างที่ว่าเป็นลางสังหรณ์ก็เริ่มปรากฏเป็นความจริงขึ้น เมื่อเวลาใกล้พรรษาในปีดังกล่าว ก็ได้รับหนังสือบอกลงไปจากคุณโยมครูประสิทธิ์ สิทธิสงคราม ว่าขอนิมนต์ขึ้นมาอยู่จำพรรษา ณ ที่พักสงฆ์ด้วย เพราะไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา และบอกไปด้วยว่าสหธรรมิกทั้งสองรูปของอาตมาภาพ คือพระอาจารย์ถาวรและพระอาจารย์วิจิตร ได้เดินทางกลับไปวัดหนองป่าพงแล้ว เมื่อทราบจากหนังสือก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไม ? ท่านทั้งสองจึงจากไปเสียทั้งที่บอกว่าจะอยู่เพื่อให้ประชาชนเขาสร้างวัด และก็น่าจะส่งข่าวให้ทราบบ้างก็ไม่ส่งข่าวอะไรเลย แต่เมื่อญาติโยมเขานิมนต์แล้วก็ต้องไป จึงลาผู้รักษาการเจ้าอาวาสเดินทางขึ้นไป ท่านผู้รักษาการได้ให้พระบวชใหม่เป็นพระอนุจรติดตามขึ้นไปสองรูป และในพรรษาแรกเป็นที่พักสงฆ์มีพระอยู่จำพรรษาร่วมกัน 4 รูป เพราะก่อนเข้าพรรษาไม่กี่วันมีพระภิกษุเดินทางมาจากอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มาอยู่จำพรรษาด้วยอีกหนึ่งรูป ก็อยู่จำพรรษากันมาด้วยความเรียบร้อยตลอดไตรมาส
ออกพรรษาไม่นาน มีหลายๆอย่างเป็นเรื่องท้าทายทั้งคนและภูมิอันลึกลับ ซึ่งทำให้ทิฐิที่เขาว่านั่นแหละทิฐิพระ ได้ตัดสินใจทันทีว่าจะต้องทำให้ได้ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน และก็เป็นคำสั่งของครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติได้สั่งด้วยว่า ท่านควรเอาความตายเป็นธงชัยปักไว้บนดอยให้เขาได้ดูสักองค์หนึ่ง ในฐานะพระเที่ยวกัมมัฏฐานอย่างพวกเรา ในระยะดังกล่าวนั้นก็ได้ให้นามที่พักสงฆ์ว่า ที่พักสงฆ์สวนโพธิญาณอรัญวาสี เพื่อเป็นการถวายเกียรติแก่พระสายกัมมัฏฐาน คือพระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) ด้วย เรื่องรายละเอียดนั้นเอาไว้เล่าในนิทานเกิดวัดโพธิคุณ จากนั้นอาตมาภาพเดินทางลงกรุงเทพฯ คือวัดอินทารามวรวิหารและได้บอกความตั้งใจที่จะสร้างวัดขึ้นให้อดีตท่านรองอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง คือคุณอุทัย มนธาตุผลิน ทราบ และเดินทางกลับขึ้นมาที่พักสงฆ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2524 ปรากฏว่า น.อ. พิเศษ อาวุธ สะมะพันธ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ. นพค. 33 กรป. กลาง ได้นำเครื่องมือจักรกลของหน่วยมาตัดถนนขึ้นไปยังที่พักสงฆ์ และปรับที่บริเวณที่สร้างอุโบสถในปัจจุบันให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีคุณโยมครูประสิทธ์ เป็นผู้ดูแลบอกเขตให้ ทุกอย่างเหมือนกับเป็นเรื่องที่ถอยไม่ได้แล้ว จึงได้ดำเนินการต่อไป โดยสร้างกุฏิทรงไทยถาวรขึ้น ประชาชนชาวอำเภอแม่สอดหลายๆท่านก็ได้ให้การสนับสนุนตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ และปลายปี พ.ศ. 2524 คุณอุทัย มนธาตุผลิน พร้อมด้วยคุณบุญมี คุ้มชาติ คุณสมศักดิ์ กิจชูศรี คุณรัญจวน กสินธุ์ศรี และคุณทวี สุพรรณฮี เพราะขณะนั้นคุณอุทัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองกษาปณ์ ได้จัดกฐินสามัคคีพร้อมด้วยชาวคณะจังหวัดพิจิตรนำโดย คุณบุญธรรม พิทักษ์ ประถมศึกษาจังหวัดพิจิตรร่วมทอดกฐินพร้อมด้วยชาวอำเภอแม่สอด ทอดกฐินได้ปัจจัยเป็นทุนครั้งแรก 400,000 บาทเศษ และก็ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
เรื่องการดำเนินเรื่องทางกรมป่าไม้ กระทรวงเกษรและสหกรณ์ ได้รับอนุญาตที่ให้สร้างวัดได้เป็นจำนวน 15 ไร่ ตามหนังสือเล่มที่ 112 ฉบับที่ 08 ที่ทำการศาลากลางจังหวัด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2528 อนุญาตให้กรมการศาสนา (โดยศึกษาธิการอำเภอแม่สอด) เมื่อได้รับอนุญาตเรื่องที่แล้ว กรรมการจึงทำเรื่องขออนุญาตสร้างวัดไปทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดได้เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2528 จากนั้นจึงทำเรื่องขอตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ทางกระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัดชื่อ วัดโพธิคุณ